การคัดเลือกนักฟุตบอลเยาวชนของเยอรมัน

 

ในช่วงที่เยอรมันกำลังประสบกำปัญหาการขาดแคลนนักเตะที่เป็นคนเยอรมันโดยแท้ และทางด้านทีมชาตินั้นได้โชว์ฟอร์มการเล่นได้ไม่ดีนัก ทำให้เยอรมันต้องมีการพัฒนาระบบในการปั้นนักเตะสัญชาติเยอรมันโดยแท้ขึ้นมาให้อีกครั้ง

  • โดยการฝึกเยาวชนอย่างจริงจัง
  • เยาวชนทุกคนที่เข้าฝึกกับสโมสรจะต้องมีความสามารถเฉพาะตัว
  • ซึ่งมีการทุ่มงบกับโครงการนี้มาก

ทำการฝึก 5 ปี มีการขอความร่วมมือให้สโมสรฟุตบอลอาชีพใน Bundesliga และ Bundesliga 2 ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างศูนย์ฝึกเยาวชนร่วมกับสมาคมฟุตบอลเยอรมันอีกด้วย ถ้าเป็นไปตามแนวทางที่เยอรมันได้วางไว้รับรองว่าแฟนบอลเยอรมันจะต้องได้กลับมาเห็นความสำเร็จของเยอรมันกันอีกครั้งอย่างแน่นอน เพราะมีความพร้อมหลายอย่างและอำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้น นั้นคือ Dafabet ได้ให้อิสระในด้านเชื้อชาตินักเตะที่ต้องการจะมาเล่นให้ทีมชาติเยอรมันอย่างเต็มที่ เมื่อ 12 ปีก่อน (ปี 2006) เยอรมันได้สิทธิเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก

ยิ่งทำให้สโมสรและสมาคมฟุตบอลของเยอรมันนั้นเพิ่มความพยายามในทุกด้านอย่างเต็มระบบในการลงทุนที่จะพัฒนาระบบเยาวชนให้ดีขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด เพราะช่วงก่อนจะถึงฤดูกาลฟุตบอลโลกปี 2006 เยอรมันก็ต้องเผชิญปัญหาเมื่อมีการสร้างระบบนี้ขึ้นมาก็ยิ่งทำให้เยอรมันรู้ว่ากำลังขาดนักเตะที่มีพรสวรรค์เป็นอย่างมาก

– ยิ่งนับวันนักเตะจากต่างชาติก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

– ทั้งประกอบกับการล้มละลายของเศรษฐกิจเยอรมัน

– จนสโมสรเยอรมันต้องคิดทบทวนทุกอย่างให้รอบครอบ

เพราะตอนนั้นหลายสโมสรในเยอรมันประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ทำให้ไม่สามารถจ้างนักเตะจากต่างชาติต่อไปได้อีก จนต้องปล่อยตัวนักเตะต่างชาติออกไป และหาตัวผู้เล่นที่เป็นชาวเยอรมันที่เก่งๆ แทน เมื่อประมาณ 15-16 ปีที่แล้ว Felix Magath เริ่มวิธีการที่จะใช้ผู้เล่นเป็นเด็กท้องถิ่นมากขึ้น และฝึกอย่างนักจนเยอรมันสามารถที่จะเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ใน Champions League ซึ่งความสำเร็จในครั้งนั้นเกิดจากการฝึกเด็กๆ ที่มีพรสวรรค์จนเด็กๆ สามารถทำให้ทีมชาติเยอรมันกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง

สรุปผลการแข่งขันของทัพกว่างโซ้ง

 

หลังจากที่ทีมกว่างโซ้งได้ลงสนามแข่งในศึก TOYOTA ไทยลีก 2018 และก่อนหน้านั้นก็ได้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในสนามแข่งทั้งเรื่องที่น่าจดจำและไม่น่าจดจำ

วันนี้ก็จะมาพูดคุยถึงเรื่องราวการแข่งขันที่ผ่านมาของทีมกว่างโซ้ง ว่าตลอดระยะเวลา 17 นัด ที่มีการเริ่มแข่งนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

นัดแรกเลยที่ทีมกว่างโซ้งจะต้องลงสนามเจอกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

เรียกได้ว่าเป็นการเจอกันในนัดแรกที่ผู้เล่นของทั้งสองทีมสามารถที่จะโชว์ฟอร์มการเล่นได้อย่างสูสี ซึ่งนัดนี้ต้องบอกก่อนว่าทีมกว่างโซ้งเหลือผู้เล่นเพียง 10 คน ซึ่งในเกมครึ่งแรกกว่างโซ้งอาจจะถูกนำไปก่อน แต่สุดท้ายกว่างโซ้งก็สามารถตีเสมอได้ 2-2 เมื่อเสมอก็ต้องยิ่งจุดโทษ จนได้ทีมที่ชนะไปก็คือแข้งขุนพลกว่างโซ้งฯ ที่แม่นจุดโทษกว่า ทำให้กว่างโซ้งเอาชนะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดไปได้ 8-7 ประตู จนทีมกว่างโซ้งคว้าแชมป์แรกของปี2018 ไปครอง

ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นฤดูการได้อย่างสวยงามสำหรับทีมกว่างโซ้งฯ เพราะดูจากการเล่นแล้วเหมือนว่าทุกอย่างจะลงตัว ทั้งผู้เล่นและแฟนบอล แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้สวยหรูดูดีเสมอไป เมื่อทีมกว่างโซ้งต้องเสีย กิลแบร์โต้ มาเช่นา เพลย์เมกเกอร์ ของทีมไป ทำให้เขาต้องพักยาวเลย ทำให้ผู้จัดการทีมกว่างโซ้งถึงขั้นต้องกุมขมับ เพราะต้องหาผู้เล่นมาแทน ในตำแหน่งนี้

 

สุดท้ายก็ต้องคว้าตัว บายรัม เนบิญ่า กองกลางจาก การท่าเรือ FC เข้ามาเล่นแทน เมื่อข่าวนี้ออกไปก็เหมือนเป็นข่าวร้ายสำหรับแฟนกว่างโซ้ง เรื่องนี้จึงทำให้หลายคนคิดว่าอะไรมันก็ไม่แน่นอน ทั้งที่อีกแค่ไม่กี่วันก็จะปิดตลาดการซื้อขายนักเตะอยู่แล้วก็ยังเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ ทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้นว่าวิถีฟุตบอลก็เหมือนลมที่เปลี่ยนทิศตลอดเวลานั้นเอง

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัด “แดงเดือด”

บิ๊กแมตช์ที่ทุกคนรอคอยมาถึงแล้วในค่ำคืนนี้ สำหรับเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัด “แดงเดือด” ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีคิวเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ดวลกับ ลิเวอร์พูล นี่คือเกมแห่งศักดิ์ศรีสำหรับทั้งสองทีม โดย “หงส์แดง” ต้องการชัยชนะเพื่อแซง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับขึ้นไปรั้งตำแหน่งจ่าฝูง ส่วนเจ้าถิ่นอย่าง “ปีศาจแดง” ที่ร้อนแรงเหลือเกินนับตั้งแต่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก้าวเข้ามาคุมทัพ ก็หวังที่จะแก้แค้นให้ได้ หลังการเจอกันครั้งแรกพวกเขาบุกไปแพ้ “หงส์แดง” ที่ แอนฟิลด์ แบบหมดสภาพ 1-3 และนี่คือเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ก่อนเกมสุดมันส์แมตช์นี้

– แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ 7 จาก 9 นัดหลังสุด ยามเตะเกมลีกที่บ้านเจอกับ ลิเวอร์พูล โดย 2 เกมที่ไม่ชนะคือการแพ้ 0-3 เมื่อเดือนมีนาคม 2014 และเสมอ 1-1 เมื่อเดือนมกราคม 2017

– หาก ลิเวอร์พูล เก็บชัยชนะได้ ก็จะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 ที่พวกเขาสามารถเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ในลีกได้ทั้งเกมเหย้าและเยือนภายในฤดูกาลเดียว (เกมแรกชนะ 3-1 ที่ แอนฟิลด์ เมื่อเดือนธันวาคม) โดยที่ผ่านมา “หงส์แดง” เก็บ “ปีศาจแดง” แบบไป-กลับในยุค พรีเมียร์ลีก ไปแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งถือว่ามากกว่าทุกๆ ทีม

– ในยุค พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล เคยบุกไปพิชิต แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด  5 ครั้ง โดยมีแค่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ เชลซี เท่านั้นที่ทำได้มากกว่าพวกเขา (สองทีมดังกล่าวทำได้ 6 ครั้ง)

– ตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่แพ้ใครในลีกมา 9 นัดติดแล้ว (ชนะ 8 เสมอ 1) ซึ่งถือเป็นสถิติที่ดีสุดนับตั้งแต่ที่เคยไม่แพ้ 10 นัดติดเมื่อเดือนตุลาคม 2017

– แมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่งเก็บคลีนชีตได้แค่หนเดียว จาก 12 เกมลีกที่บ้านตัวเองในฤดูกาลนี้ (เกมเสมอ คริสตัล พาเลซ 0-0 เมื่อเดือนพฤศจิกายน) ขณะที่ ลิเวอร์พูล คือหนึ่งในสามทีม (ร่วมกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ แมนฯ ยูไนเต็ด) ที่ทำประตูเกมเยือนได้ทุกนัด

– ลิเวอร์พูล แพ้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น จากการลงเตะเกมเยือนในลีก 13 นัดหลังสุด (ชนะ 9 เสมอ 3) อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ชนะมา 7 เกมคิดแล้ว ยามออกไปเยือนทีมที่อยู่ในกลุ่ม 4 อันดับแรก หรือนับตั้งแต่ตอนบุกไปเชือด เชลซี 2-1 เมื่อเดือนกันยายน 2016

ลิเวอร์พูลดูแล้วอาการน่าเป็นห่วง

ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี เมื่อซาดิโอ มาเน่ เบิกสกอร์แรกอย่างรวดเร็วในเกมกับเลสเตอร์ ในคืนวันพุธที่ผ่านมา และหากจบสกอร์นั้นจะทำให้ลิเวอร์พูลมีแต้มฉีกหนีแมนฯซิตี้ ไปถึง 7 คะแนน แต่ถึงตอนนี้มันกลับตรงข้ามกันทุกอย่างเมื่อจบเกมกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด

เจอร์เก้น คล็อปป์ พลาดพาทีมเก็บชัยชนะอีกครั้งในเกมที่ลอนดอน สเตเดี้ยม ซึ่งเป็นเหมือนภาพที่ฉายซ้ำกับเกมที่แอนฟิลด์กับเดอะ ฟ็อกซ์ ทั้งๆที่ขึ้นนำไปก่อนแต่กลับมาโดนตีเสมอ และจากนั้นก็ไม่สามารถเจาะแนวรับฝ่ายตรงข้ามได้

จนทำให้คะแนนตอนนี้มีช่องว่างระหว่างลิเวอร์พูลกับแมนฯซิตี้ เหลือเพียง 3 คะแนนเท่านั้น และมันจะเท่ากันทันทีหากแมนซิตี้เก็บชัยชนะเหนือเอฟเวอร์ตันได้ ในเกมคืนวันพุธที่จะถึงนี้

    นอกเหนือจากผลการแข่งขันที่น่ากังวลแล้ว สิ่งที่ดูจะน่าผิดหวังและน่ากังวลที่สุดคือเรื่องของฟอร์มและการเล่นของพวกเขา

ทว่าการต่อบอลอันไหลลื่นที่เราเห็นได้เป็นส่วนใหญ่ในซีซั่นนี้ มันไม่เกิดขึ้นให้เห็นเลยในเกมช่วงที่ผ่านมาจนถึงล่าสุด ซึ่งทางเจมี่ คาราเกอร์ ได้กล่าวผ่านกับสกาย สปอร์ตส์ไว้ว่า “มันไม่ใช่สิ่งที่ใช่เท่าไหร่ที่ลิเวอร์พูลจะเป็นแบบนี้”

และเราจะมาดูปัญหาที่เกิดขึ้นกับทีมลิเวอร์พูลในตอนนี้กันว่ามันมีอะไรบ้างที่เป็นต้นเหตุต้องรีบแก้ไขโดยด่วน?

    ลูกเซตพีซอันอ่อนแอ

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เพิ่งลงโทษใส่พวกเขามาเมื่อเกมกลางสัปดาห์ และมันก็เกิดขึ้นอีกครั้งในเกมล่าสุดกับเวสต์แฮม

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็คือการประกบตัวเรียกว่าทำได้ไม่ดีเลยที่ปล่อยให้ มิคาอิล อันโตนิโอ มีพื้นที่ว่างมากพอที่จะเลือกมุมยิง ซึ่งจุดนี้คนที่พลาดคงเป็นใครไม่ได้นอกจากนาบี้ เกอิต้า ที่ล้มเหลวในการประกบ ขณะที่คนอื่นๆก็ไม่คิดว่าเจ้าถิ่นจะเล่นลูกเซตพีซลักษณะแบบนี้

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำได้แย่ของเกมรับคือเมื่อปล่อยให้ เดแคลน ไรซ์ ได้เทคขึ้นโหม่งโล่งๆแบบไม่มีใครตามประกบแต่โชคยังเข้าข้างที่ลูกโขกลูกนี้เฉี่ยวสามเหลี่ยมออกหลังไป อีกทั้งในช่วงครึ่งหลังก็ยังคงปล่อยให้อิสซ่า ดิย็อป ขึ้นโหม่งแบบสบายๆไปอีกด้วย

ทั้งหมดนี้คือข้อบกพร่องในการรับมือลูกเซตพีซที่คล็อปป์จำเป็นต้องแก้ไขโดยด่วน

    ปัญหาของเกอิต้า

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่จังหวะพลาดที่ปล่อยให้อันโตนิโอ ทำประตูได้เท่านั้น แต่เขายังเจอปัญหากับฟอร์มการเล่นและไม่สามารถประสานงานกับฟาบินโญ่บนพื้นที่แดนกลางได้เลย โดยรวมแล้วเกอิต้า ยังไม่สามารถตอบโจทย์ความหวังของแฟนบอลได้หากเทียบกับช่วงที่ทีมประกาศคว้าตัวเขาด้วยค่าตัวกว่า 50 ล้านปอนด์

การเสียจีนี่ ไวนัลดุม และจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ไป เกอิต้าจำเป็นต้องก้าวขึ้นมาคว้าโอกาสนี้เพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวเอง แต่มันกลับไม่เป็นแบบนั้น คาราเกอร์ กล่าวว่า “เขาเสียบอลง่ายเกินไป”

ทุกอย่างที่แฟนบอลคาดหวังในตัวแข้งกินีรายนี้ว่าเขาเป็นคนที่เคลื่อนที่ไปกับบอลได้ดีตามสไตล์มิดฟิลด์แบบ บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์ แต่สิ่งนั้นมันยังไม่เกิดขึ้นกับเขาในชุดลิเวอร์พูลเลย

    การขาดหายไปของผู้เล่นตัวหลัก

นอกจากไวนัลดุม และเฮนเดอร์สันแล้ว คล็อปป์ยังไม่มีเทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และโจ โกเมซ ที่บาดเจ็บไปก่อนหน้านี้ ทำให้เจมส์ มิลเนอร์ ที่เป็นตัวเลือกอันดับสามในแดนกลาง ต้องถอยลงมาเล็กแบ็กขวา ซึ่งทำให้ตัวเลือกตำแหน่งมิดฟิลด์ขาดหายไปหนึ่งรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่ลิเวอร์พูลปล่อยนาธาเนี่ยล ไคลน์ออกไปแบบยืมตัวกับบอร์นมัธ คือเรื่องที่ทำพลาด ซึ่งมันสอดคล้องกับที่คาราเกอร์พูดเอาไว้ว่า”คล็อปป์ทำพลาดอย่างมากที่ปล่อยไคลน์ออกไป – ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น ผู้รู้ว่าทั้งโจและเทรนท์ เจ็บหลังจากที่ปล่อยไปไคลน์ออกไป แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยเขาออกไป”

จริงอยู่ที่มิลเนอร์เป็นนักเตะอเนกประสงค์ที่เล่นได้หลากหลายตำแหน่ง แต่เขาก็ไม่สามารถทำได้ดีที่สุดในตำแหน่งแบ็กขวา “เมื่อคุณได้เห็นเจมส์ มิลเนอร์ เล่นแบ็กขวา คุณแทบไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือคนคนเดียวกับที่ทำได้ดีในตำแหน่งแบ็กซ้าย – เขามักจะหลุดตำแหน่งบ่อยครั้ง” คาราเกอร์กล่าวเสริม

    จังหวะที่หายไป

ความผิดหวังของเจอร์เก้น คล็อปป์ ถูกจับได้ในช่วงการให้สัมภาษณ์ก่อนเกมการแข่งขัน ที่ยอมรับว่าลิเวอร์พูลต้องเปลี่ยนรูปแบบการเล่นเพื่อเกมนี้ เนื่องจากมีผุ้เล่นบาดเจ็บหลายราย “เราต้องเปลี่ยนทีมสามตำแหน่ง” คล็อปป์เอ่ยกับสกาย สปอร์ตส์

คำพูดของเขาอาจอธิบายได้ว่า การที่เสียผู้เล่นไปมันทำให้จังหวะในการทำเกมรุกหรือการรับมือลูกเซตพีซผิดพลาดไปจากเดิม

    จะทำอย่างไรต่อไป?

สิ่งที่เยียวยารักษาใจคือเวลาแต่สำหรับการแก้ไขปัญหาในสนามคือฝึกซ้อมเท่านั้น

สิ่งที่น่ากังวลของลิเวอร์พูลตอนนี้คือขุมกำลังสำรอง ที่ดูมีความพร้อมน้อยกว่าแมนฯซิตี้ ซึ่งมันแสดงให้เห็นแล้วว่าผู้เล่นชุดสองของทีมยังไม่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนได้

ดิว็อค โอริกี้ และเชอร์ดาน ชากิรี่ อาจมีบางช่วงเวลาที่ดีในซีซั่นนี้แต่เมื่อเทียบกับทีมคู่แข่งแล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่าสามารถจะเอาลีรอย ซาเน่ ไว้ที่ม้านั่งสำรองได้ โดยมีคนอื่นๆอย่างริยาด มาห์เรซ หรือราฮีม สเตอร์ลิง ลงแทนได้

สิ่งที่ลิเวอร์พูลทำได้ตอนนี้คือภาวนาให้ผู้เล่นหลักของทีมหายเจ็บกลับมาลงสนามให้ได้โดยไวเพียงแค่นั้น

หมดสิทธิ์เล่นทั้งซีซั่น

สำหรับความรุนแรง!ผลแกนเบเยรินเอ็นเข่าฉีกหมดสิทธิ์เล่นทั้งซีซั่น

 

ข่าวจากสื่อของอังกฤษ ระบุ เอคตอร์ เบเยริน ฟูลแบ็ก อาร์เซน่อล มีอาการเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกจริงๆ ซึ่งปกติแล้วคนที่เจ็บแบบนี้ต้องพักอย่างต่ำถึง 6 เดือนเลยทีเดียว

เอคตอร์ เบเยริน แบ็กขวาชาวสแปนิชของ อาร์เซน่อล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีอาการเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีก จนน่าจะทำให้เขาหมดสิทธิ์ลงเล่นในทุกนัดที่เหลือของฤดูกาลนี้เลยก็ว่าได้ ตามรายงานของ เดอะ การ์เดี้ยน สื่อชื่อดังของเมืองผู้ดี

 

ข่าว เบเยริน ได้รับบาดเจ็บจากเกมลีกนัดที่สังกัดเปิดรัง เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เอาชนะ เชลซี 2-0 เมื่อวันเสาร์ที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา จนโดนเปลี่ยนตัวออกจากสนามในนาทีที่ 72 ซึ่งตอนแรก อาร์เซน่อล ตั้งความหวังเล็กๆ ว่าเจ้าตัวจะเจ็บแค่ตรงกระดูกอ่อน จนไม่ต้องพักนานเท่าไหร่นัก

อย่างไรก็ตาม เดอะ การ์เดี้ยน ระบุว่าหลังจากรับการสแกนเมื่อวันจันทร์ที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมาแล้วนั้น มันก็พบว่า เบเยริน มีอาการเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีก ซึ่งถือเป็นกรณีที่ร้ายแรงสุดๆ โดยปกติแล้วอาการบาดเจ็บแบบนี้จะต้องใช้เวลาพักรักษาตัวอย่างน้อย 6 เดือน และนั่นหมายความว่าเขาจะกลับมาลงสนามในฤดูกาลนี้ไม่ได้แน่นอน

สำหรับทั้งนี้ สื่อเจ้าอื่นๆ อย่างเช่น เดอะ มิร์เรอร์ บอกว่าที่จริงแล้ว เบเยริน อาจต้องพักสูงสุดถึง 9 เดือนด้วยซ้ำ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันก็หมายความว่าเขาอาจจะหมดสิทธิ์ลงเล่นจนถึงฤดูกาลหน้าเลย โดยในช่วงหลายวันต่อจากนี้ เบเยริน จะสอบถามความเห็นจากทีมแพทย์เพื่อที่จะได้รู้แน่ชัดว่าเขาต้องพักนานเท่าไหร่กันแน่

โบรุสเซียทำสถิติคว้าชัยในบ้านซีซั่นนี้ร้อยเปอร์เซนต์

โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ทำสถิติคว้าชัยในบ้านซีซั่นนี้ร้อยเปอร์เซนต์ หลังซิวชัยแมตช์ที่ 7 เมื่องัดฟอร์มเด็ด ไล่ตบอาคันตุกะ สตุ๊ดการ์ท นิ่มเท้า 3-0 โดยเกมนี้ทัพ “ม้าขาว” ต้องเหลือแค่ 10 คนท้ายเกมหลัง เอริก ธอมมี่ โดนไล่ออกจากสนาม ส่งผลให้ กลัดบัค เก็บสามแต้มพร้อมรั้งรองจ่าฝูงต่อไป ไล่จี้ “เสือเหลือง” ดอร์ทมุนด์ แค่ 7 คะแนนเท่านั้น

สนาม : โบรุสเซีย พาร์ค

ดีเทอร์ เฮคกิ้ง เทรนเนอร์ “สิงห์หนุ่ม” ปรับเกมรุกถอย ลาร์ส ชตินเดิล ลงมาปั้นเกมแดนกลาง และส่ง อิบราฮิม่า ตราโอเร่ ประสานงานเกมรุกร่วมกับ  ธอร์กกาน อาซาร์ และ อลาสซาน เพลอา ฝั่ง “ม้าขาว”  ที่มี มาร์คุส ไวน์ซีเริ่ล รับบทเทรนเนอร์ ยึดระบบ 3-4-3 ต่อไปจัด  อนาสตาซิออส โดนิส, มาริโอ โกเมซ และ นิโกลัส กอนซาเลซ คอยเข้าทำประตู

 

เปิดฉากมารูปเกมสนุกทันที ม้าขาว เปิดเกมบุกเข้าใส่ มาริโอ โกเมซ โถมโหม่งต่อถึง นิโกลัส กอนซาเลซ ตวัดยิงด้วยซ้ายบอลโด่งข้ามคาน

นาที 14 สิงห์หนุ่ม ลุยตอบโต้ขึ้นมาบ้าง ธอร์กกาน อาซาร์ ลากบอลลุยขึ้นมาแล้วจ่ายให้ อเลสซาน เพลอา ตั้งป้อมยิงหน้าเขตโทษไม่ผ่านมือ รอน-โรเบิร์ต ซีเลอร์ ล้มตัวรับเอาไว้ได้

 

เจ้าถิ่นเริ่มตั้งเกมบุกได้ ลาร์ส ชตินเดิล แทงบอลขึ้นหน้า ธอร์กกาน อาซาร์ สปีดพาบอลเข้าเขตโทษไปยิงหักข้อถูก รอน-โรเบิร์ต ซีเลอร์ ป้องกันไว้ได้อีก

ก่อนจบครึ่งแรก 3 นาที กลัดบัค ชวดได้ประตูออกนำอีกครั้ง ธอร์กกาน อาซาร์ เปิดเตะมุมโค้งเข้าเขตโทษแล้วบอลตกใส่เท้า โทเบียส ชโตรเบิ้ล ตวัดซัดบอลยังไม่ผ่าน รอน-โรเบิร์ต ซีเลอร์ ผวาปัดออกไปได้อีก จบครึ่งแกสกอร์บอร์ดในสนามยังไม่ขยับเสมอกันอยู่ 0-0

 

เข้าสู่ครึ่งหลังเจ้าบ้านลุยหนักมากขึ้น อิบราฮิม่า ตราโอเร่ เปิดลูกเตะมุมเข้ามาจุดนัดพบ มิชาเอล ลัง สลัดหนีตัวประกบมาโหม่งบอลหลุดกรอบไม่เยอะ

กระทั่งนาที 69 เจ้าบ้านได้ประตูปลดล็อคขึ้นนำสำเร็จจากการประสานงานของสองแข้งสำรอง โฟลเรียน นอยเฮาส์ สอดไปเอาบอลในเขตโทษแล้วม้วนตัวตักไปเสาไกลให้ รัฟฟาเอล เทกขึ้นโหม่งบอลกดลงพื้นจมก้นตาข่าย กลัดบัค ออกนำ 1-0

 

อีก 8 นาทีต่อมา มึนเช่นกลัดบัค ได้ประตูย้ำชัย 2-0 อิบราฮิม่า เปิดบอลจากฝั่งขวาเลยไปสาไกล ธอร์กกาน อาซาร์ แตะคืนเข้ากลางถึง โฟลเรียน นอยเฮาส์ ดึงจังหวะหลอกแล้วบรรจงยิงด้วยขวาเสียบมุมเด็ดขาด

 

ช่วงเวลาที่เหลือเจ้าบ้านยังบุกต่อและนาที 83 ทีมเยือนเหลือ 10 คนเมื่อ เอริก ธอมมี่ ตัวสำรอง ไปทำฟาวล์หนักจนถูกใบเหลือง-แดงไล่อออกไป

นาทีถัดมา กลัดบัค ได้ประตูปิดท้าย 3-0 จากจังหวะ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ แหย่ขาสกัดบอลพลาดเข้าประตูตัวเองดบลจบเกม มึนเช่นกลัดบัค เก็บสามแต้มตามเป้าด้วยการถล่มชนะ สตุ๊ตการ์ท 3-0 เก็บสามแต้มสำคัญรั้งรองจ่าฝูงต่อไป

 

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

มึนเช่นกลัดบัค  : ยาน ซอมเมอร์, มิชาเอล ลัง, นิโค่ เอลเวดี้, โทนี่ ยันท์ชเค่อ, ออสการ์ เวนด์ท, โทเบียส ชโตรเบิ้ล, ลาร์ส ชตินเดิล, เดนิส ซากาเรีย (โฟลเรียน นอยเฮาส์ น.61),  อิบราฮิม่า ตราโอเร่ (ฟาเบียน จอห์นสัน น.78), อลาสซาน เพลอา (รัฟฟาเอล น.61), ธอร์กกาน อาซาร์

สตุ๊ตการ์ท  : รอน-โรเบิร์ต ซีเลอร์,  เบนฌาแม็ง ปาวาร์, ทิโม เบาม์การ์ท , มาร์ค โอลิเวอร์ เคมฟ์, อันเดรียส เบ็ค (เอริก ธอมมี่ น.46), คริสเตียน เกนท์เนอร์,  เดนนิส อาโอโก้, (กอนซาโล่ กาสโตร น.26) เอมิลิอาโน่ อินซูอา, อนาสตาซิออส โดนิส (เลออน เดจากู น.75), นิโกลัส กอนซาเลซ, มาริโอ โกเมซ

ประวัติของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ชื่อเต็ม : โมฮาเหม็ด ซาลาห์

วันเกิด : 15 มิถุนายน ค.ศ. 1992 (25 ปี)

เกิดที่ : บาสยูน, ประเทศอียิปต์

สัญชาติ : อียิปต์

ส่วนสูง : 175 เซนติเมตร

ตำแหน่ง : กองหน้า

ประวัติส่วนตัวอย่างย่อ

สำหรับ ซาลาห์ นั้น เขาเริ่มเล่นฟุตบอลครั้งแรกให้กับชุดเยาวชนของ เอล โมคารูน ทีมในลีกของอียิปต์ก่อนที่เจ้าตัวจะแสดงศักยภาพออกมาเรื่อยๆจนไปเตะตาแมวมองของทีม บาเซิ่ล ยอดทีมในศึกสวิตเซอร์แลนด์หลังจากนั้นเจ้าตัวก็โชว์ได้สะเด่าซะเหลือเกินจนย้ายไปอยู่หลายลีกหลายทีมด้วยกันและตอนนี้ ซาลาห์ ได้กลายเป็นแข้งคนสำคัญของสาวก “เดอะ ค็อป” ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นที่เรียบร้อย

เอล โมคารูน (2006/2012)

และหลังจากที่ ซาลาห์ บ่มเพาะฝีมือกับทีมชุดเยาวชนของเอล โมคารูน อยู่ถึง 4 ปีในที่สุดโอกาสในการโลดแล่นบนลีกสูงสุดก็มาถึงเมื่อเขาได้ลงประเดิมสนามในวันนี้ 3 มิถุนายน 2010 โดยลงมาเป็นสำรองในเกมที่เจ๊ากับ เอล มันซูร่า 1-1 ซึ่งจากการลงสนามในเกมวันนั้นเจ้าตัวก็ได้รับโอกาสในการลงสนามมากขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดเจ้าตัวก็ปลดล็อคซัดประตูแรกในเกมลีกได้สำเร็จ

หลังจากนั้นต่อมาในช่วงของฤดูกาล 2011-2012 หลังจากได้รับความไว้วางใจให้ลงสนามเป็นตัวจริงและกำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างสะเด่าแต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อมีการก่อเหตุทะเลาะวิวาทครั้งใหญ่จนเป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 74 รายและบาดเจ็บระนาวถึง 500 จึงส่งผลให้สมาคมฟุตบอลอียิปต์ตัดสินใจยกเลิกการแข่งขันทีงหมดในซีซั่นนั่นเอง

บาเซิ่ล (2012/13)

ภายหลังจากเหตุการณ์การเกิดเหตุโศกนาฏกรรมดังกล่าวสิ้นสุดลงก็ได้มีทีมจากศึกสวิต ซูเปอร์ลีก อย่าง บาเซิ่ล ได้เดินทางมาเตะอุ่นเครื่องกับทีมชาติอียิปต์ ชุดยู-23 ซึ่งประจวบเหมาะกับ ซาลาห์ มีชื่ออยู่ในชุดนี้ด้วยโดยเจ้าตัวได้โอกาสลงเล่นในช่วงครึ่งหลังและโชว์ฟอร์มเทพเหมาคนเดียวไปถึงสองเม็ดซึ่งเกมนั้นจบลงที่ อียิปต์ ชุดยู-23 เอาชนะไปได้แบบสุดมัน 4-3 และหลังจากจบเกมดังกล่าวทางสบอร์ดบริหารของบาเซิ่ล ไม่รอช้ารีบคว้าตัวเพชรเม็ดงามรายนี้เข้าสู่ทีมทันทีและประกาศคว้าตัวในวันที่ 10 เมษยน 2012 ด้วยการเซ็นสัญญาระยะยาวถึง 4 ปีอีกด้วย

และในวันที่ 23 มิถุนายน 2012 เบิกสกอร์แรกให้กับตัวเองในช่วงทัวร์ปรีซีซั่นด้วยการยิงประตูใส่สเตอัว บูคาเรสต์ นั่นเอง ซึ่งเกมอย่างเป็นทางการสำหรับปีกตัวจี๊ดสัญชาติอียิปต์ก็คือการลงประเดิมในถ้วยหูใหญ่อย่างศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก รอบคัดเลือกในการพบกับโมลด์ ตัวแทนจากลีกนอร์เวย์ซึ่งลงมาในฐานะตัวสำรอง หลังจากนั่นเจ้าตัวก็ได้รับโอกาสลงสนามมากขึ้นเรื่อยๆเหมือนตอนที่เล่นอยู่ในประเทศบ้านเกิด ด้วยเกรดทีมที่ยังต่อกรใครไม่ได้จึงส่งผลให้พวกเขาตกรอบในบอลยุโรปด้วยการพ่ายต่อเชลซี ไปด้วยสกอร์รวม 2-5 ส่วนผลงานในลีกยังคงเป็นที่หนึ่งในดวงใจเสมอเพราะว่าพวกเขาคว้าตำแหน่งแชมป์ลีกมาครองได้นั่นเอง

ฤดูกาล 2013/14

จากนั้น ซาลาห์ ก็เริ่มต้น ซีซั่นใหม่ด้วยการคว้าแชมป์อูเรน คัพ ซึ่งเป็นการพบกันของแชมป์ลีกและแชมป์บอลถ้วยนั่นเอง ผลงานส่วนตัวของ ซาลาห์ ในฤดูกาลใหม่นี้ค่อนข้างดีเนื่องจากเจ้าตัวยิงประตูใส่ทีมในลีกได้แล้วยังผลิตสกอร์ในถ้วยยุโรปได้อย่างต่อเนื่องแต่ดันมีปัญหาในการไปเยือน มัคคาบี้ เทล อาวีฟ ทีมจากอิสราเอลที่ ซาลาห์ ดันไม่ได้จับมือกับผู้เล่นเจ้าบ้านเนื่องจากช่วงนั้นมีปัญหาเรื่องเชื้อชาติมาเกี่ยวข้องด้วยจน ซาลาห์ ถูกจับตามองเป็นพิเศษก่อนที่ต้นสังกัดอย่าง บาเซิ่ล ต้องเรียกตัวมาปรับความเข้าใจแต่ท้ายที่สุดปัญหาเรื่องนี้ก็จบลงด้วยดี

ด้วยผลงานเด่นสำหรับ ซาลาห์ ดันเป็นในถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่โชว์ฟอร์มเข้าตายักษ์ใหญ่ของยุโรปและกลายเป็นเชลซี ยอดทีมจากศึกพรีเมียร์ ลีก ที่จ้องจะฉกดาวเตะอียิปต์ไปร่วมทีม

เชลซี (2013/14)

และในวันที่ 26 มกราคม 2014 “สิงห์บลูส์” เชลซี ได้ทำการประกาศอย่างเป็นทางการว่าพวกเขาปิดดีล ซาลาห์ เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยค่าตัวประมาณ 11 ล้านปอนด์ (ประมาณ 478 ล้านบาท) และนับว่า ซาลาห์ เป็นนักเตะอียิป์คนแรกที่ย้ายมาร่วมทีมเชลซี โดยลงประเดิมนัดแรกในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2014 ในเกมที่เอาชนะนิวคาสเซิ่ลไปแบบขาดลอย 3-0 ก่อนที่เจ้าตัวจะปลดล็อคยิงประตูแรกได้ด้วยการลงมาเป็นสำรองแทนที่ของออสการ์ ในศึก “ลอนดอน ดาร์บี้แมตช์” ที่เอาชนะอาร์เซน่อล ไปแบบขาดลอย 6-0 ซึ่งถือว่าเป็นการประเดิมในศึกพรีเมียร์ ลีก ได้ไม่เลวเลยทีเดียว

 

ฤดูกาล (2014/15)

ก่อนที่จะเริ่มซีซั่น ซาลาห์ มีปัญหาส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องทางการทหารจนเจ้าตัวต้องกลับบ้านเกิด จนส่งผลให้ดาวเตะรายนี้โอกาสลงสนามน้อยมากๆบวกกับการมาของ เอแด็น อาซาร์ ปีกตัวตัวจี๊ดยิ่งทำให้หนทางการลงสนามของ ซาลาห์ น้อยลงไปอีกจนท้ายที่สุดเจ้าตัวทนสำรองต่อไม่ไหวต้องเก็บของย้ายไปย้ายไปอยู่ ฟิออเรนติน่า ทีมจากศึกเซเรีย อา ด้วยสัญญายืมตัวนั่นเอง ซึ่งหลังจากย้ายไปอยู่ในประเทศอิตาลีเจ้าตัวก็ได้โอกาสลงสนามมากขึ้นและเจ้าตัวขอเลือกหมายเลข 74 เพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว

ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ลงประนัดแรกให้กับฟิออเรนติน่าและระเบิดฟอร์มซัดประตูแรกได้ทันทีและจัดการผลิตอีกหนึ่งแอสชิสต์ช่วยพาทีมคว้าชัยเหนือ ซัสซัวโล่ ไปแบบสบายๆ 3-1 หลังจากจากนั้น 12 วันก็ได้ลงประเดิมในศึกยูโรป้า ลีก ทันทีและช่วยทีมล้ม สเปอร์ส ทีมจากอังกฤษไปได้ด้วยสกอร์รวม 3-1 และยังเป็นคีย์แมนพาทีมเข้าวินเหนือทั้งอินเตอร์และยูเวนตุส อีกด้วย แต่หลังจากจบฤดูกาล “ม่วงมหากาฬ” พยายามจะเซ็นสัญญาแบบถาวรแต่เจ้าตัวเลือกปฎิเสธและตัดสินใจย้ายซบ โรม่า คู่แข่งร่วมลีกซะอย่างงั้น

โรม่า (2015/16)

จากการย้ายซบ “หมาป่าเหลือง-แดง” โรม่า ด้วยเม็ดเงินสูงถึง 15 ล้านปอนด์เท่านั้น (652 ล้านบาท) และผลงานชิ้นแรกของเจ้าตัวก็คือการพาต้นสังกัดรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ด้วยการไล่ตามเจ๊า ซัสซัวโล่ แบบสุดมัน 2-2 หลังจากนั่นก็ซัดประตูใส่ทีมอื่นๆเรื่อยมา ก่อนที่วันที่ 25 ตุลาคม 2015 เจ้าตัวจะต้องไปกลับไปเผชิญหน้าอดีตต้นสังกัดเก่าอย่าง ฟิออเรนติน่า และทำแสบทีมเก่าทันทีด้วยการซัดประตูเบิกร่องและเป็นประตูชัยให้กับทีมก่อนที่ท้ายเกมจะถูกไล่ออกจากสนามไป

ผลงานส่วนตัวของ ซาลาห์ ในการสีเสื้อโรม่า นั้นเหมือนกับเป็นคนล่ะคนจากสองทีมที่เคยค้าแข้งอยู่ โดยเจ้าตัวจัดการซัดไปทั้งหมด 15 ตุงและอีก 6 แอสซิสต์พร้อมกับเป็นรับตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมของสโมสรไปครองแบบไม่มีใครค้าน

ลิเวอร์พูล (2016/17)

เรื่องราวของเขาดังมากจากผลงานอันสุดสะเด่าขึ้นหิ้งแบบนี้ทำให้เจ้ามีข่าวการย้ายทีมอย่างหนาหูและหนึ่งในนั่นก็คือ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ทีมจากแดนผู้ดีที่จ้องฉกไปร่วมทีมด้วยและ “หงส์แดง” ก็สำเร็จด้วยการยื่นข้อเสนอให้กับ โรม่า สูงถึง 42 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1827 ล้านบาท) และเป็นการทุบสถิติสูงสุดของสโมสรด้วย ซาลาห์ โดยเจ้าได้ย้ายมาเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาและกลายเป็นนัดเตะอียิปต์คนแรกของลิเวอร์พูล ด้วย ซึ่งหลังจากเจ้าตัวย้ายกลับมาค้าแข้งที่อังกฤษอีกครั้งก็โชว์ฟอร์มได้สมราคาสถิติของสโมสรเสียจริงๆด้วยการนำเป็นดาวซัลโวเดี่ยวๆของศึกพรีเมียร์ลีกและปฎิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้ ซาลาห์ คือผู้แบกความหวังของสาวก “เดอะ ค็อป” อย่างแท้จริง

ทีมชาติอียิปต์

ในที่สุด ซาลาห์ เริ่มลงเล่นในชุดยู-20 และ ยู-23 พาทีมไปลงเตะศึกบอลโลกชุดเล็กก่อนที่ฟอร์มการเล่นจะเข้าตาสุดๆจนถูกดันขึ้นมาเล่นชุดใหญ่และเบิกสกอร์แรกได้เป็นสำเร็จในเกมเอาชนะ เซียร่า ลีโอน ก่อนจะบวกสกอร์มาเรื่อยๆทั้งการซัดแฮทริคพาทีมเข้ารอบในศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ พร้อมกับพ่วงได้รับทีมยอดเยี่ยมของทัวร์นาเม้น ก่อนที่ในศึกฟุตบอลโลกก็รับบทบาทเป็นจอมทัพเหมือนเดิมและเป็นคนซัดประตูชัยส่งทีมบ้านเกิดไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียกลางปีหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ไม่มีปัญหา!ซัวเรซรับสภาพบาร์ซ่าหาหัวหอกใหม่

หลุยส์ ซัวเรซ หัวหอกตัวเก่ง บาร์เซโลน่า รับสภาพที่ต้นสังกัดพยายามมองหากองหน้าตัวใหม่เพราะตอนนี้ตนอายุขึ้นหลักสามแล้ว ฉะนั้นเป็นธรรมดาที่ต้นสังกัดต้องควานหาดาวยิงคนใหม่เป็นธรรมดา และตนก็ไม่มีปัญหากับเรื่องนี้อยู่แล้ว

               หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าชาวอุรุกวัยของ บาร์เซโลน่า ยอมรับว่าทัพ “เจ้าบุญทุ่ม” จำเป็นต้องหาดาวยิงคนใหม่ เพราะปัจจุบันตนอายุปาเข้าไป 31 ปีแล้ว ฉะนั้นความเก่งฉกาจ และความเฉียบคมคงขาดหายไปตามกาลเวลา ฉะนั้นเป็นเรื่องสัจธรรมที่ทีมต้องมีหัวหอกสดใหม่

ช่วงที่ผ่านมา ยอดทีมแห่งถิ่นคัมป์ นู ตกเป็นข่าวอย่างต่อเนื่องว่าพยายามจะเซ็นสัญญากับหน้าเป้าตัวใหม่ เพื่อหวังที่จะมาเบียดแย่งตำแหน่งกับ ซัวเรซ โดยสิ่งนี้ไม่ได้ทำให้ อดีตสตาร์ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล หวาดหวั่นเพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้เสมอกับสโมสรยักษ์ใหญ่แบบ บาร์ซ่า

ซัวเรซ กล่าวว่า “แน่นอนว่า บาร์เซโลน่า ต้องการผู้เล่นหมายเลข 9 (หน้าเป้า) เพราะผมอายุ 31 ปีแล้ว บาร์เซโลน่า ต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องอนาคตของพวกเขา และแน่นอนว่านักเตะที่จำเป็นต้องดึงมาร่วมทีม เราอยู่กับ บาร์เซโลน่า ทุกๆ วันมีรายชื่อนักเตะมากมายที่ตกเป็นข่าวเสมอ”

ลิโอเนล เมสซี่ ไม่ได้ลงช่วยทีมเนื่องจากได้รับบาดเจ็บแขนในเกมเอล กลาซิโก้ ถล่ม เรอัล มาดริด โดย ซัวเรซ เผยต่อไปว่า “มีข้อสงสัยมากมายหลังจากที่เขาบาดเจ็บ ผมคิดว่าในฐานะทีม เราควรภูมิใจที่ทุกๆ คนพร้อมแบกรับความรับผิดชอบ เรารู้ว่าเราไม่สามารถพึ่งพา เมสซี่ หรือ บูซี่ (เซร์คิโอ บุสเกตส์) และเราช่วยกันแบกรับความรับผิดชอบตามแนวทางที่เราต้องทำเพื่อโชว์ฟอร์มให้ดีที่สุด”

ต้องสะดุ้งเมื่อ มีทีมยักษ์ใหญ่ยุโรปสนใจซีดาน

ต้องสะดุ้งเมื่อ มีทีมยักษ์ใหญ่ยุโรปสนใจซีดาน

หลังจากที่ได้ยินการซุบซิบข่าวนี้ ทางทีมงานเราก็ไม่นิ่งนอนใจ เรื่องราวของ อาร์เอ็มซี สื่อของฝรั่งเศส ตีข่าว ที่ บาเยิร์น สนใจเอา ซีเนดีน ซีดาน มาคุมทัพ ถ้าเกิดพวกเขาปลด นิโก้ โควัช พ้นจากการเป็นนายใหญ่ของทีม แต่ก็ต้องแย่งกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่สนใจในตัว ซีดาน เช่นกัน

บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน สนใจที่จะดึง ซีเนดีน ซีดาน มาเป็นเทรนเนอร์คนใหม่ ตามรายงานของ อาร์เอ็มซี สื่อของประเทศฝรั่งเศส

 

ปัจจุบันกุนซือของ บาเยิร์น ได้แก่ นิโก้ โควัช แต่ตอนนี้ “เสือใต้” กำลังทำผลงานได้ย่ำแย่ หลังจากที่พวกเขาไม่ชนะใคร 4 นัดติดต่อกันในทุกรายการ พร้อมหล่นไปอยู่ที่ 6 ของตารางคะแนน

 

เรื่องดังกล่าวทำให้เริ่มมีการลือกันว่า โควัช อาจจะโดนปลดออกจากตำแหน่งในอนาคตอันใกล้ ซึ่งล่าสุด อาร์เอ็มซี ก็แฉว่า ซีดาน อยู่ในลิสต์รายชื่อที่ บาเยิร์น ให้ความสนใจที่จะเอามากุมบังเหียนทีม แต่พวกเขาก็ต้องแข่งกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่อยากได้กุนซือชาวฝรั่งเศสเหมือนกัน

ประวัติส่วนตัวของ ลีออน โกเรทซ์ก้า

ไม่ว่าจะเป็นกีฬาชนิดไหนก็ย่อมมีนักกีฬาทั้งนั้น และนักกีฬาดังๆที่น่าสนใจก็มีตั้งมากมาย เราเริ่มอยากรู้จักนักกีฬาดังๆขึ้นมาแล้วสิ งั้นจะยกตัวอย่างคนดังอีกหนึ่งท่านให้ฟังว่า มีประวัติที่มายังไง

ประวัติของ ลีออน โกเรทซ์ก้า

ชื่อเต็ม : ลีออน โกเรทซ์ก้า

วันเกิด : 6 กุมภาพันธ์ 1995

สถานที่เกิด โบคุ่ม, เยอรมัน

สัญชาติ เยอรมัน

ส่วนสูง 189 เซนติเมตร

ตำแหน่ง กองกลาง

ประวัติส่วนตัว

ลีออน โกเรทซ์ก้า เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวเยอรมัน ที่เริ่มพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาจนกลายเป็นหนึ่งในแข้งที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป ปัจจุบันสังกัดอยู่ในสโมสร ชาลเก้ 04 ทีมชั้นนำในศึก บุนเดสลีก้า เยอรมัน และล่าสุดเพิ่งติดทัพ “อินทรีเหล็ก” ชุดลุยศึก คอนเฟเดอเรชั่นส์ 2017 ที่ประเทศ รัสเซีย อีกด้วย

เฟาเอฟแอล โบคุ่ม

เส้นทางอาชีพของ โกเรทซ์ก้า เริ่มต้นขึ้นกับ เอสวี 06 โบคุม ในปี 1999 โดยเจ้าตัวลงเล่นขัดเกลาฝีเท้าเป็นเวลา 2 ปี ก่อนได้ย้ายมาเล่นกับ เฟาเอฟแอล โบคุ่ม ในปี 2001 และโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมเรื่อยมา วันที่ 30 กรกฏาคม ปี 2012 โกเรทซ์ก้า คว้าเหรียญทองฟริตซ์ วอลเตอร์ รางวัลสูงสุดประจำปีของสมาคมฟุตบอลเยอรมันที่จะมอบให้กับแข้งเยาวชนของ ประเทศโดย โกเรทซ์ก้า อยู่ในชุด ยู 17 ต่อมาเส้นทางอาชีพค้าแข้งของเจ้าตัวก็เริ่มต้นขึ้น วันที่ 4 สิงหาคม ปี 2012 ได้ลงประเดิมสนามนัดแรก ในเวทีลีก้า 2 นัดที่ โบคุม เปิดบ้านเชือด ดินาโม เดรสเดน 2-1 ซึ่งเจ้าตัวสามารถยิงประตูในเกมนี้ได้อีกด้วย

ชาลเก้ 04

ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมกับ โบคุ่ม จนไปเตะตาแมวมองของ ชาลเก้ 04 ทีมดังในศึกบุนเดสลีก้าและดึงตัว ลีออน โกเรทซ์ก้า มาร่วมทีมในเดือน มิถุนายน ปี 2013 ก่อนที่ทัพ “ราชันสีน้ำเงิน” จะประกาศยืนยันว่าพวกเขาได้คว้าตัว โกเรทซ์ก้า มาร่วมทีมแล้วด้วยการเซ็นสัญญา 5 ปี จนถึงปี 2018 ส่วนราคาคาดว่าอยู่ที่ราว 3-4 ล้านยูโร ซึ่งเจ้าตัวสวมเสื้อหมายเลข 8 ที่เจ้าของก่อนหน้านี้คือ ซิเปรียน มาริก้า ดาวเตะชาวโรมาเนีย

ฤดูกาล 2013/14 โกเรทซ์ก้าโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมจัดการ ยิง 5 ประตู จากการลงสนาม 32 นัด

ฤดูกาล 2014/15 เจ้าตัวได้รับโอกาสให้ลงสนามกับทัพ “ราชันสีน้ำเงิน” ทั้งทีมชุดใหญ่และทีมสำรอง โดยลงให้ทีมชุดใหญ่ 10 นัด และลงทีมสำรอง 1 นัด ต่อมาในฤดูกาล 2015/16 โกเรทซ์ก้า ก็ขยับขึ้นมาเป็นแข้งตัวหลักของทีมได้ในที่สุด โดยลงสนาม รวมทุกรายการ 34 นัด ยิงได้ 2 ประตู

ส่วนฤดูกาลล่าสุด 2016/17 ลงสนามรวมทุกรายการ 41 นัด ยิงได้ 8 ประตู และทำไป 4 แอสซิส จนตกเป็นข่าวได้รับความสนใจจากบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ลิเวอร์พูล, ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์และ แมนเชเตอร์ ซิตี้

ทีมชาติเยอรมัน

ลีออน โกเรทซ์ก้า ติดธงทีมชาติครั้งแรกในชุด ยู-16 ในวันที่ 15 ตุลาคม ปี 2010 ในนัดกระชับมิตรกับ ไอร์แลนด์เหนือ และเจ้าตัวสามารถยิงประตูในเกมนี้ได้อีกด้วย จากฟอร์มที่ร้อนแรงของเจ้าตัวทำให้ไม่นานหลังจากนั้น โกเรทซ์ก้า ก็ก้าวขึ้นมาติดธงชาติเยอรมันชุด ยู-17 โดยได้โอกาสลงสนามครั้งแรกในเกมที่ทัพ “อินทรีเหล็ก” ถล่มตุรกี 4-0 ในวันที่ 24 สิงหาคม ปี2011

พฤษภาคม ปี 2012 ลีออน โกเรทซ์ก้าได้สวมบทเป็นกัปตันทีมชาติเยอรมันชุด ยู-17 ลุยศึกฟุตบอลรายการ ยูฟ่า ยู-17 ฟุตบอล แชมเปี้ยนสชิพ ที่ประเทศ สโลวีเนีย และพาทัพ “อินทรีเหล็ก” วัยละอ่อนเข้าไปชิงชนะเลิศกับ ฮอลแลนด์ได้สำเร็จ และในนัดชิงชนะเลิศดังกล่าว โกเรทซ์ก้า จัดการซัดประตูเบิงร่องให้เยอรมัน ยู-17 ขึ้นนำ ทัพ “อัศวินสีส้ม” 1-0 ก่อนที่ผลการแข่งขันจะจบลงด้วยการเสมอ 1-1 และพวกเขาดวลจุดโทษพ่าย ฮอลแลนด์ 4-5 พลาดคว้าแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย

ด้วยฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวา เต็มไปด้วยคุณภาพ โกเรทซ์ก้า ได้รับโอกาสสำคัญ ติดทีมชาติเยอรมันชุดยู-21 ภายใต้การทำทีมของ ฮอร์สท์ ฮรูเบช โดยลงสนามเกมแรกในนัดที่ เยอรมัน เสมอ ฝรั่งเศส 0-0

ทีมชาติเยอรมัน ชุดใหญ่

วันที่ 8 พฤษภาคม 2014 โกเรทซ์ก้า ถูกเรียกติดทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ครั้งแรก ภายใต้การคุมทีมของ โยอาคิม เลิฟ ซึ่งเจ้าตัวได้ลงประเดิมสนามครั้งแรกในทีมชุดใหญ่ นัดที่ เยอรมัน เสมอ โปแลนด์ 0-0 แต่ทว่าเจ้าตัวโชคร้ายได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อจนถูกตัดชื่อออกพลาดโอกาสไปลุยศึก ฟุตบอลโลก ปี 2014 ที่ประเทศบราซิล ซึ่งสุดท้ายแล้วทัพ “อินทรีเหล็ก” ผงาดคว้าแชมป์โลกมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่เป็นสมัยที่ 4 และปี 2017 โกเรทซ์ก้า มีชื่อติดทีมชาติเยอรมัน ชุดลุยศึก คอนเฟเดอเรชั่นส์ 2017 ที่ประเทศ รัสเซีย

สไตล์

ลีออน โกเรทซ์ก้า ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในวงการฟุตบอลเยอรมัน ถึงขนาดที่ ปีเตอร์ นอยรูเรอร์ กุนซือ โบคุ่ม ออกปากให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่เคยเห็นเด็กอายุ 18 ปี คนไหนที่มีศักยภาพมากมายไปกว่า โกเรทซ์ก้า เขาคือสุดยอดแข้งที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ในรอบศตวรรษ”

ประสิทธิภาพ นอกกรอบเขตโทษของเขาถูกนำไปเปรียบเทียบกับ พอล สโคลส์ และยังเห็นกันอย่างชัดเจนกับความยอดเยี่ยมในการเข้าโจมตีคู่แข่งในกรอบเขตโทษ ด้วยส่วนสูง 6 ฟุต 2 นิ้ว ทำให้เขามีลูกกลางอากาศที่แข็งแกร่ง เป็นอาวุธลับอีกหนึ่งอย่างของเจ้าตัวอีกด้วย

ทั้งนี้ โกเรทซ์ก้า สามารถเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับได้เช่นกัน รวมทั้งปีกซ้ายและขวา และในตำแน่งเพลย์เมกเกอร์อีกด้วย