พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัด “แดงเดือด”

บิ๊กแมตช์ที่ทุกคนรอคอยมาถึงแล้วในค่ำคืนนี้ สำหรับเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัด “แดงเดือด” ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีคิวเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ดวลกับ ลิเวอร์พูล นี่คือเกมแห่งศักดิ์ศรีสำหรับทั้งสองทีม โดย “หงส์แดง” ต้องการชัยชนะเพื่อแซง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับขึ้นไปรั้งตำแหน่งจ่าฝูง ส่วนเจ้าถิ่นอย่าง “ปีศาจแดง” ที่ร้อนแรงเหลือเกินนับตั้งแต่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก้าวเข้ามาคุมทัพ ก็หวังที่จะแก้แค้นให้ได้ หลังการเจอกันครั้งแรกพวกเขาบุกไปแพ้ “หงส์แดง” ที่ แอนฟิลด์ แบบหมดสภาพ 1-3 และนี่คือเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ก่อนเกมสุดมันส์แมตช์นี้

– แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ 7 จาก 9 นัดหลังสุด ยามเตะเกมลีกที่บ้านเจอกับ ลิเวอร์พูล โดย 2 เกมที่ไม่ชนะคือการแพ้ 0-3 เมื่อเดือนมีนาคม 2014 และเสมอ 1-1 เมื่อเดือนมกราคม 2017

– หาก ลิเวอร์พูล เก็บชัยชนะได้ ก็จะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 ที่พวกเขาสามารถเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ในลีกได้ทั้งเกมเหย้าและเยือนภายในฤดูกาลเดียว (เกมแรกชนะ 3-1 ที่ แอนฟิลด์ เมื่อเดือนธันวาคม) โดยที่ผ่านมา “หงส์แดง” เก็บ “ปีศาจแดง” แบบไป-กลับในยุค พรีเมียร์ลีก ไปแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งถือว่ามากกว่าทุกๆ ทีม

– ในยุค พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล เคยบุกไปพิชิต แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด  5 ครั้ง โดยมีแค่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ เชลซี เท่านั้นที่ทำได้มากกว่าพวกเขา (สองทีมดังกล่าวทำได้ 6 ครั้ง)

– ตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่แพ้ใครในลีกมา 9 นัดติดแล้ว (ชนะ 8 เสมอ 1) ซึ่งถือเป็นสถิติที่ดีสุดนับตั้งแต่ที่เคยไม่แพ้ 10 นัดติดเมื่อเดือนตุลาคม 2017

– แมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่งเก็บคลีนชีตได้แค่หนเดียว จาก 12 เกมลีกที่บ้านตัวเองในฤดูกาลนี้ (เกมเสมอ คริสตัล พาเลซ 0-0 เมื่อเดือนพฤศจิกายน) ขณะที่ ลิเวอร์พูล คือหนึ่งในสามทีม (ร่วมกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ แมนฯ ยูไนเต็ด) ที่ทำประตูเกมเยือนได้ทุกนัด

– ลิเวอร์พูล แพ้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น จากการลงเตะเกมเยือนในลีก 13 นัดหลังสุด (ชนะ 9 เสมอ 3) อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ชนะมา 7 เกมคิดแล้ว ยามออกไปเยือนทีมที่อยู่ในกลุ่ม 4 อันดับแรก หรือนับตั้งแต่ตอนบุกไปเชือด เชลซี 2-1 เมื่อเดือนกันยายน 2016

ลิเวอร์พูลดูแล้วอาการน่าเป็นห่วง

ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี เมื่อซาดิโอ มาเน่ เบิกสกอร์แรกอย่างรวดเร็วในเกมกับเลสเตอร์ ในคืนวันพุธที่ผ่านมา และหากจบสกอร์นั้นจะทำให้ลิเวอร์พูลมีแต้มฉีกหนีแมนฯซิตี้ ไปถึง 7 คะแนน แต่ถึงตอนนี้มันกลับตรงข้ามกันทุกอย่างเมื่อจบเกมกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด

เจอร์เก้น คล็อปป์ พลาดพาทีมเก็บชัยชนะอีกครั้งในเกมที่ลอนดอน สเตเดี้ยม ซึ่งเป็นเหมือนภาพที่ฉายซ้ำกับเกมที่แอนฟิลด์กับเดอะ ฟ็อกซ์ ทั้งๆที่ขึ้นนำไปก่อนแต่กลับมาโดนตีเสมอ และจากนั้นก็ไม่สามารถเจาะแนวรับฝ่ายตรงข้ามได้

จนทำให้คะแนนตอนนี้มีช่องว่างระหว่างลิเวอร์พูลกับแมนฯซิตี้ เหลือเพียง 3 คะแนนเท่านั้น และมันจะเท่ากันทันทีหากแมนซิตี้เก็บชัยชนะเหนือเอฟเวอร์ตันได้ ในเกมคืนวันพุธที่จะถึงนี้

    นอกเหนือจากผลการแข่งขันที่น่ากังวลแล้ว สิ่งที่ดูจะน่าผิดหวังและน่ากังวลที่สุดคือเรื่องของฟอร์มและการเล่นของพวกเขา

ทว่าการต่อบอลอันไหลลื่นที่เราเห็นได้เป็นส่วนใหญ่ในซีซั่นนี้ มันไม่เกิดขึ้นให้เห็นเลยในเกมช่วงที่ผ่านมาจนถึงล่าสุด ซึ่งทางเจมี่ คาราเกอร์ ได้กล่าวผ่านกับสกาย สปอร์ตส์ไว้ว่า “มันไม่ใช่สิ่งที่ใช่เท่าไหร่ที่ลิเวอร์พูลจะเป็นแบบนี้”

และเราจะมาดูปัญหาที่เกิดขึ้นกับทีมลิเวอร์พูลในตอนนี้กันว่ามันมีอะไรบ้างที่เป็นต้นเหตุต้องรีบแก้ไขโดยด่วน?

    ลูกเซตพีซอันอ่อนแอ

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เพิ่งลงโทษใส่พวกเขามาเมื่อเกมกลางสัปดาห์ และมันก็เกิดขึ้นอีกครั้งในเกมล่าสุดกับเวสต์แฮม

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็คือการประกบตัวเรียกว่าทำได้ไม่ดีเลยที่ปล่อยให้ มิคาอิล อันโตนิโอ มีพื้นที่ว่างมากพอที่จะเลือกมุมยิง ซึ่งจุดนี้คนที่พลาดคงเป็นใครไม่ได้นอกจากนาบี้ เกอิต้า ที่ล้มเหลวในการประกบ ขณะที่คนอื่นๆก็ไม่คิดว่าเจ้าถิ่นจะเล่นลูกเซตพีซลักษณะแบบนี้

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำได้แย่ของเกมรับคือเมื่อปล่อยให้ เดแคลน ไรซ์ ได้เทคขึ้นโหม่งโล่งๆแบบไม่มีใครตามประกบแต่โชคยังเข้าข้างที่ลูกโขกลูกนี้เฉี่ยวสามเหลี่ยมออกหลังไป อีกทั้งในช่วงครึ่งหลังก็ยังคงปล่อยให้อิสซ่า ดิย็อป ขึ้นโหม่งแบบสบายๆไปอีกด้วย

ทั้งหมดนี้คือข้อบกพร่องในการรับมือลูกเซตพีซที่คล็อปป์จำเป็นต้องแก้ไขโดยด่วน

    ปัญหาของเกอิต้า

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่จังหวะพลาดที่ปล่อยให้อันโตนิโอ ทำประตูได้เท่านั้น แต่เขายังเจอปัญหากับฟอร์มการเล่นและไม่สามารถประสานงานกับฟาบินโญ่บนพื้นที่แดนกลางได้เลย โดยรวมแล้วเกอิต้า ยังไม่สามารถตอบโจทย์ความหวังของแฟนบอลได้หากเทียบกับช่วงที่ทีมประกาศคว้าตัวเขาด้วยค่าตัวกว่า 50 ล้านปอนด์

การเสียจีนี่ ไวนัลดุม และจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ไป เกอิต้าจำเป็นต้องก้าวขึ้นมาคว้าโอกาสนี้เพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวเอง แต่มันกลับไม่เป็นแบบนั้น คาราเกอร์ กล่าวว่า “เขาเสียบอลง่ายเกินไป”

ทุกอย่างที่แฟนบอลคาดหวังในตัวแข้งกินีรายนี้ว่าเขาเป็นคนที่เคลื่อนที่ไปกับบอลได้ดีตามสไตล์มิดฟิลด์แบบ บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์ แต่สิ่งนั้นมันยังไม่เกิดขึ้นกับเขาในชุดลิเวอร์พูลเลย

    การขาดหายไปของผู้เล่นตัวหลัก

นอกจากไวนัลดุม และเฮนเดอร์สันแล้ว คล็อปป์ยังไม่มีเทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และโจ โกเมซ ที่บาดเจ็บไปก่อนหน้านี้ ทำให้เจมส์ มิลเนอร์ ที่เป็นตัวเลือกอันดับสามในแดนกลาง ต้องถอยลงมาเล็กแบ็กขวา ซึ่งทำให้ตัวเลือกตำแหน่งมิดฟิลด์ขาดหายไปหนึ่งรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่ลิเวอร์พูลปล่อยนาธาเนี่ยล ไคลน์ออกไปแบบยืมตัวกับบอร์นมัธ คือเรื่องที่ทำพลาด ซึ่งมันสอดคล้องกับที่คาราเกอร์พูดเอาไว้ว่า”คล็อปป์ทำพลาดอย่างมากที่ปล่อยไคลน์ออกไป – ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น ผู้รู้ว่าทั้งโจและเทรนท์ เจ็บหลังจากที่ปล่อยไปไคลน์ออกไป แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยเขาออกไป”

จริงอยู่ที่มิลเนอร์เป็นนักเตะอเนกประสงค์ที่เล่นได้หลากหลายตำแหน่ง แต่เขาก็ไม่สามารถทำได้ดีที่สุดในตำแหน่งแบ็กขวา “เมื่อคุณได้เห็นเจมส์ มิลเนอร์ เล่นแบ็กขวา คุณแทบไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือคนคนเดียวกับที่ทำได้ดีในตำแหน่งแบ็กซ้าย – เขามักจะหลุดตำแหน่งบ่อยครั้ง” คาราเกอร์กล่าวเสริม

    จังหวะที่หายไป

ความผิดหวังของเจอร์เก้น คล็อปป์ ถูกจับได้ในช่วงการให้สัมภาษณ์ก่อนเกมการแข่งขัน ที่ยอมรับว่าลิเวอร์พูลต้องเปลี่ยนรูปแบบการเล่นเพื่อเกมนี้ เนื่องจากมีผุ้เล่นบาดเจ็บหลายราย “เราต้องเปลี่ยนทีมสามตำแหน่ง” คล็อปป์เอ่ยกับสกาย สปอร์ตส์

คำพูดของเขาอาจอธิบายได้ว่า การที่เสียผู้เล่นไปมันทำให้จังหวะในการทำเกมรุกหรือการรับมือลูกเซตพีซผิดพลาดไปจากเดิม

    จะทำอย่างไรต่อไป?

สิ่งที่เยียวยารักษาใจคือเวลาแต่สำหรับการแก้ไขปัญหาในสนามคือฝึกซ้อมเท่านั้น

สิ่งที่น่ากังวลของลิเวอร์พูลตอนนี้คือขุมกำลังสำรอง ที่ดูมีความพร้อมน้อยกว่าแมนฯซิตี้ ซึ่งมันแสดงให้เห็นแล้วว่าผู้เล่นชุดสองของทีมยังไม่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนได้

ดิว็อค โอริกี้ และเชอร์ดาน ชากิรี่ อาจมีบางช่วงเวลาที่ดีในซีซั่นนี้แต่เมื่อเทียบกับทีมคู่แข่งแล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่าสามารถจะเอาลีรอย ซาเน่ ไว้ที่ม้านั่งสำรองได้ โดยมีคนอื่นๆอย่างริยาด มาห์เรซ หรือราฮีม สเตอร์ลิง ลงแทนได้

สิ่งที่ลิเวอร์พูลทำได้ตอนนี้คือภาวนาให้ผู้เล่นหลักของทีมหายเจ็บกลับมาลงสนามให้ได้โดยไวเพียงแค่นั้น

หมดสิทธิ์เล่นทั้งซีซั่น

สำหรับความรุนแรง!ผลแกนเบเยรินเอ็นเข่าฉีกหมดสิทธิ์เล่นทั้งซีซั่น

 

ข่าวจากสื่อของอังกฤษ ระบุ เอคตอร์ เบเยริน ฟูลแบ็ก อาร์เซน่อล มีอาการเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกจริงๆ ซึ่งปกติแล้วคนที่เจ็บแบบนี้ต้องพักอย่างต่ำถึง 6 เดือนเลยทีเดียว

เอคตอร์ เบเยริน แบ็กขวาชาวสแปนิชของ อาร์เซน่อล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีอาการเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีก จนน่าจะทำให้เขาหมดสิทธิ์ลงเล่นในทุกนัดที่เหลือของฤดูกาลนี้เลยก็ว่าได้ ตามรายงานของ เดอะ การ์เดี้ยน สื่อชื่อดังของเมืองผู้ดี

 

ข่าว เบเยริน ได้รับบาดเจ็บจากเกมลีกนัดที่สังกัดเปิดรัง เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เอาชนะ เชลซี 2-0 เมื่อวันเสาร์ที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา จนโดนเปลี่ยนตัวออกจากสนามในนาทีที่ 72 ซึ่งตอนแรก อาร์เซน่อล ตั้งความหวังเล็กๆ ว่าเจ้าตัวจะเจ็บแค่ตรงกระดูกอ่อน จนไม่ต้องพักนานเท่าไหร่นัก

อย่างไรก็ตาม เดอะ การ์เดี้ยน ระบุว่าหลังจากรับการสแกนเมื่อวันจันทร์ที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมาแล้วนั้น มันก็พบว่า เบเยริน มีอาการเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีก ซึ่งถือเป็นกรณีที่ร้ายแรงสุดๆ โดยปกติแล้วอาการบาดเจ็บแบบนี้จะต้องใช้เวลาพักรักษาตัวอย่างน้อย 6 เดือน และนั่นหมายความว่าเขาจะกลับมาลงสนามในฤดูกาลนี้ไม่ได้แน่นอน

สำหรับทั้งนี้ สื่อเจ้าอื่นๆ อย่างเช่น เดอะ มิร์เรอร์ บอกว่าที่จริงแล้ว เบเยริน อาจต้องพักสูงสุดถึง 9 เดือนด้วยซ้ำ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันก็หมายความว่าเขาอาจจะหมดสิทธิ์ลงเล่นจนถึงฤดูกาลหน้าเลย โดยในช่วงหลายวันต่อจากนี้ เบเยริน จะสอบถามความเห็นจากทีมแพทย์เพื่อที่จะได้รู้แน่ชัดว่าเขาต้องพักนานเท่าไหร่กันแน่

โบรุสเซียทำสถิติคว้าชัยในบ้านซีซั่นนี้ร้อยเปอร์เซนต์

โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ทำสถิติคว้าชัยในบ้านซีซั่นนี้ร้อยเปอร์เซนต์ หลังซิวชัยแมตช์ที่ 7 เมื่องัดฟอร์มเด็ด ไล่ตบอาคันตุกะ สตุ๊ดการ์ท นิ่มเท้า 3-0 โดยเกมนี้ทัพ “ม้าขาว” ต้องเหลือแค่ 10 คนท้ายเกมหลัง เอริก ธอมมี่ โดนไล่ออกจากสนาม ส่งผลให้ กลัดบัค เก็บสามแต้มพร้อมรั้งรองจ่าฝูงต่อไป ไล่จี้ “เสือเหลือง” ดอร์ทมุนด์ แค่ 7 คะแนนเท่านั้น

สนาม : โบรุสเซีย พาร์ค

ดีเทอร์ เฮคกิ้ง เทรนเนอร์ “สิงห์หนุ่ม” ปรับเกมรุกถอย ลาร์ส ชตินเดิล ลงมาปั้นเกมแดนกลาง และส่ง อิบราฮิม่า ตราโอเร่ ประสานงานเกมรุกร่วมกับ  ธอร์กกาน อาซาร์ และ อลาสซาน เพลอา ฝั่ง “ม้าขาว”  ที่มี มาร์คุส ไวน์ซีเริ่ล รับบทเทรนเนอร์ ยึดระบบ 3-4-3 ต่อไปจัด  อนาสตาซิออส โดนิส, มาริโอ โกเมซ และ นิโกลัส กอนซาเลซ คอยเข้าทำประตู

 

เปิดฉากมารูปเกมสนุกทันที ม้าขาว เปิดเกมบุกเข้าใส่ มาริโอ โกเมซ โถมโหม่งต่อถึง นิโกลัส กอนซาเลซ ตวัดยิงด้วยซ้ายบอลโด่งข้ามคาน

นาที 14 สิงห์หนุ่ม ลุยตอบโต้ขึ้นมาบ้าง ธอร์กกาน อาซาร์ ลากบอลลุยขึ้นมาแล้วจ่ายให้ อเลสซาน เพลอา ตั้งป้อมยิงหน้าเขตโทษไม่ผ่านมือ รอน-โรเบิร์ต ซีเลอร์ ล้มตัวรับเอาไว้ได้

 

เจ้าถิ่นเริ่มตั้งเกมบุกได้ ลาร์ส ชตินเดิล แทงบอลขึ้นหน้า ธอร์กกาน อาซาร์ สปีดพาบอลเข้าเขตโทษไปยิงหักข้อถูก รอน-โรเบิร์ต ซีเลอร์ ป้องกันไว้ได้อีก

ก่อนจบครึ่งแรก 3 นาที กลัดบัค ชวดได้ประตูออกนำอีกครั้ง ธอร์กกาน อาซาร์ เปิดเตะมุมโค้งเข้าเขตโทษแล้วบอลตกใส่เท้า โทเบียส ชโตรเบิ้ล ตวัดซัดบอลยังไม่ผ่าน รอน-โรเบิร์ต ซีเลอร์ ผวาปัดออกไปได้อีก จบครึ่งแกสกอร์บอร์ดในสนามยังไม่ขยับเสมอกันอยู่ 0-0

 

เข้าสู่ครึ่งหลังเจ้าบ้านลุยหนักมากขึ้น อิบราฮิม่า ตราโอเร่ เปิดลูกเตะมุมเข้ามาจุดนัดพบ มิชาเอล ลัง สลัดหนีตัวประกบมาโหม่งบอลหลุดกรอบไม่เยอะ

กระทั่งนาที 69 เจ้าบ้านได้ประตูปลดล็อคขึ้นนำสำเร็จจากการประสานงานของสองแข้งสำรอง โฟลเรียน นอยเฮาส์ สอดไปเอาบอลในเขตโทษแล้วม้วนตัวตักไปเสาไกลให้ รัฟฟาเอล เทกขึ้นโหม่งบอลกดลงพื้นจมก้นตาข่าย กลัดบัค ออกนำ 1-0

 

อีก 8 นาทีต่อมา มึนเช่นกลัดบัค ได้ประตูย้ำชัย 2-0 อิบราฮิม่า เปิดบอลจากฝั่งขวาเลยไปสาไกล ธอร์กกาน อาซาร์ แตะคืนเข้ากลางถึง โฟลเรียน นอยเฮาส์ ดึงจังหวะหลอกแล้วบรรจงยิงด้วยขวาเสียบมุมเด็ดขาด

 

ช่วงเวลาที่เหลือเจ้าบ้านยังบุกต่อและนาที 83 ทีมเยือนเหลือ 10 คนเมื่อ เอริก ธอมมี่ ตัวสำรอง ไปทำฟาวล์หนักจนถูกใบเหลือง-แดงไล่อออกไป

นาทีถัดมา กลัดบัค ได้ประตูปิดท้าย 3-0 จากจังหวะ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ แหย่ขาสกัดบอลพลาดเข้าประตูตัวเองดบลจบเกม มึนเช่นกลัดบัค เก็บสามแต้มตามเป้าด้วยการถล่มชนะ สตุ๊ตการ์ท 3-0 เก็บสามแต้มสำคัญรั้งรองจ่าฝูงต่อไป

 

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

มึนเช่นกลัดบัค  : ยาน ซอมเมอร์, มิชาเอล ลัง, นิโค่ เอลเวดี้, โทนี่ ยันท์ชเค่อ, ออสการ์ เวนด์ท, โทเบียส ชโตรเบิ้ล, ลาร์ส ชตินเดิล, เดนิส ซากาเรีย (โฟลเรียน นอยเฮาส์ น.61),  อิบราฮิม่า ตราโอเร่ (ฟาเบียน จอห์นสัน น.78), อลาสซาน เพลอา (รัฟฟาเอล น.61), ธอร์กกาน อาซาร์

สตุ๊ตการ์ท  : รอน-โรเบิร์ต ซีเลอร์,  เบนฌาแม็ง ปาวาร์, ทิโม เบาม์การ์ท , มาร์ค โอลิเวอร์ เคมฟ์, อันเดรียส เบ็ค (เอริก ธอมมี่ น.46), คริสเตียน เกนท์เนอร์,  เดนนิส อาโอโก้, (กอนซาโล่ กาสโตร น.26) เอมิลิอาโน่ อินซูอา, อนาสตาซิออส โดนิส (เลออน เดจากู น.75), นิโกลัส กอนซาเลซ, มาริโอ โกเมซ

ไม่มีปัญหา!ซัวเรซรับสภาพบาร์ซ่าหาหัวหอกใหม่

หลุยส์ ซัวเรซ หัวหอกตัวเก่ง บาร์เซโลน่า รับสภาพที่ต้นสังกัดพยายามมองหากองหน้าตัวใหม่เพราะตอนนี้ตนอายุขึ้นหลักสามแล้ว ฉะนั้นเป็นธรรมดาที่ต้นสังกัดต้องควานหาดาวยิงคนใหม่เป็นธรรมดา และตนก็ไม่มีปัญหากับเรื่องนี้อยู่แล้ว

               หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าชาวอุรุกวัยของ บาร์เซโลน่า ยอมรับว่าทัพ “เจ้าบุญทุ่ม” จำเป็นต้องหาดาวยิงคนใหม่ เพราะปัจจุบันตนอายุปาเข้าไป 31 ปีแล้ว ฉะนั้นความเก่งฉกาจ และความเฉียบคมคงขาดหายไปตามกาลเวลา ฉะนั้นเป็นเรื่องสัจธรรมที่ทีมต้องมีหัวหอกสดใหม่

ช่วงที่ผ่านมา ยอดทีมแห่งถิ่นคัมป์ นู ตกเป็นข่าวอย่างต่อเนื่องว่าพยายามจะเซ็นสัญญากับหน้าเป้าตัวใหม่ เพื่อหวังที่จะมาเบียดแย่งตำแหน่งกับ ซัวเรซ โดยสิ่งนี้ไม่ได้ทำให้ อดีตสตาร์ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล หวาดหวั่นเพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้เสมอกับสโมสรยักษ์ใหญ่แบบ บาร์ซ่า

ซัวเรซ กล่าวว่า “แน่นอนว่า บาร์เซโลน่า ต้องการผู้เล่นหมายเลข 9 (หน้าเป้า) เพราะผมอายุ 31 ปีแล้ว บาร์เซโลน่า ต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องอนาคตของพวกเขา และแน่นอนว่านักเตะที่จำเป็นต้องดึงมาร่วมทีม เราอยู่กับ บาร์เซโลน่า ทุกๆ วันมีรายชื่อนักเตะมากมายที่ตกเป็นข่าวเสมอ”

ลิโอเนล เมสซี่ ไม่ได้ลงช่วยทีมเนื่องจากได้รับบาดเจ็บแขนในเกมเอล กลาซิโก้ ถล่ม เรอัล มาดริด โดย ซัวเรซ เผยต่อไปว่า “มีข้อสงสัยมากมายหลังจากที่เขาบาดเจ็บ ผมคิดว่าในฐานะทีม เราควรภูมิใจที่ทุกๆ คนพร้อมแบกรับความรับผิดชอบ เรารู้ว่าเราไม่สามารถพึ่งพา เมสซี่ หรือ บูซี่ (เซร์คิโอ บุสเกตส์) และเราช่วยกันแบกรับความรับผิดชอบตามแนวทางที่เราต้องทำเพื่อโชว์ฟอร์มให้ดีที่สุด”

ต้องสะดุ้งเมื่อ มีทีมยักษ์ใหญ่ยุโรปสนใจซีดาน

ต้องสะดุ้งเมื่อ มีทีมยักษ์ใหญ่ยุโรปสนใจซีดาน

หลังจากที่ได้ยินการซุบซิบข่าวนี้ ทางทีมงานเราก็ไม่นิ่งนอนใจ เรื่องราวของ อาร์เอ็มซี สื่อของฝรั่งเศส ตีข่าว ที่ บาเยิร์น สนใจเอา ซีเนดีน ซีดาน มาคุมทัพ ถ้าเกิดพวกเขาปลด นิโก้ โควัช พ้นจากการเป็นนายใหญ่ของทีม แต่ก็ต้องแย่งกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่สนใจในตัว ซีดาน เช่นกัน

บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน สนใจที่จะดึง ซีเนดีน ซีดาน มาเป็นเทรนเนอร์คนใหม่ ตามรายงานของ อาร์เอ็มซี สื่อของประเทศฝรั่งเศส

 

ปัจจุบันกุนซือของ บาเยิร์น ได้แก่ นิโก้ โควัช แต่ตอนนี้ “เสือใต้” กำลังทำผลงานได้ย่ำแย่ หลังจากที่พวกเขาไม่ชนะใคร 4 นัดติดต่อกันในทุกรายการ พร้อมหล่นไปอยู่ที่ 6 ของตารางคะแนน

 

เรื่องดังกล่าวทำให้เริ่มมีการลือกันว่า โควัช อาจจะโดนปลดออกจากตำแหน่งในอนาคตอันใกล้ ซึ่งล่าสุด อาร์เอ็มซี ก็แฉว่า ซีดาน อยู่ในลิสต์รายชื่อที่ บาเยิร์น ให้ความสนใจที่จะเอามากุมบังเหียนทีม แต่พวกเขาก็ต้องแข่งกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่อยากได้กุนซือชาวฝรั่งเศสเหมือนกัน

ประวัตินักเตะ 1-3 ระดับโลก

1.เลียวเนล อันเดรส “เลโอ” เมสซี กูซีตีนี (สเปน: Lionel Andrés “Leo” Messi Cuccitini[4] เสียงอ่าน: [ljoˈnel anˈdɾes ˈmesi]) เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1987 เป็นนักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินา ปัจจุบันเล่นอยู่ในสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาและฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินา ในตำแหน่งกองหน้าหรือปีก เขายังถือสัญชาติสเปนอีกด้วย ซึ่งทำให้เขาถือว่าเป็นนักฟุตบอลยุโรป เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดในรุ่นของเขา[5][6][7] และมักถูกกล่าวถึงว่าเป็นผู้เล่นร่วมสมัยที่ดีที่สุดในโลก[8]

เมสซีได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรปและรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกแห่งปีเมื่อเขาอายุ 21 ปี และได้รับรางวัลในปี ค.ศ. 2009 (นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรปและรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกแห่งปี ค.ศ. 2009)[8][9][10][11] และได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี ค.ศ. 2010[12] ,2011 และ 2012 สไตล์การเล่นของเขาและความสามารถ มักถูกเปรียบเทียบเสมอเดียโก มาราโดนา ซึ่งพูดถึงเมสซีว่าเป็นผู้สืบทอดจากเขา[13][14]

เมสซีเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุยังน้อยและบาร์เซโลนาก็ค้นพบแนวโน้มที่ดีของเขาอย่างรวดเร็ว เขาออกจากทีมเยาวชนสโมสรกีฬานิวเวลส์โอลด์บอยส์เมืองโรซารีโอ เมื่อปี ค.ศ. 2000 และย้ายพร้อมครอบครัวไปอยู่ยุโรป โดยบาร์เซโลนาเสนอในการรักษาภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโตให้กับเมสซี เขาเปิดตัวครั้งแรกในฤดูกาล 2004–05 โดยทำลายสถิติทีม โดยเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ทำประตูในลีก เกียรติประวัติในฤดูกาลแรกของเขาคือชนะการแข่งขันในลาลีกาและชนะครั้งที่ 2 ในลีก รวมถึงในแชมเปียนส์ลีก ในปี ค.ศ. 2006 ฤดูกาลแจ้งเกิดของเขาคือฤดูกาล 2006–07 เขาเป็นผู้เล่นในทีมชุดใหญ่เต็มตัว โดยทำแฮตทริกในเอลกลาซีโก จบฤดูกาลยิงประตู 14 ประตู ใน 26 เกมในลีก จากนั้นเมสซีก็ประสบความสำเร็จที่สุดในอาชีพของเขาในฤดูกาล 2008–09 ยิงประตู 38 ประตู เป็นส่วนสำคัญของทีมในการชนะ 3 รายการในฤดูกาลเดียว แต่แล้วสถิตินี้ก็ถูกบดบังไปในฤดูกาลถัดมา ฤดูกาล 2009–10 ที่เมสซียิงประตูไป 47 ประตูในทุกการแข่งขัน เทียบเท่าสถิติของโรนัลโดที่เคยทำให้กับบาร์เซโลนา แต่เขาก็ทำลายสถิตินี้ในฤดูกาล 2010–11 กับประตู 53 ประตูในทุกการแข่งขัน

Continue reading “ประวัตินักเตะ 1-3 ระดับโลก”